Jun 17

Plutoid

สองปีที่แล้ว พลูโต อดีตดาวเคราะห์ที่เป็นบริวารของดวงอาทิตย์ ได้ถูกปรับลดฐานะโดยสมาคมนักดาราศาสตร์นานาชาติ หรือ IAU ให้เหลือฐานะเป็นเพียงดาวเคราะห์แคระ หรือว่า Dwarf Planet

จำได้แม่นยำครับว่า ช่วงนั้นมีคนออกมาประท้วงกันมากมาย เพราะตำหรับตำราที่เคยเรียนมาต้องถูกเปลี่ยนใหม่เสียหมด แถมยังเป็นการไม่ให้เกียรติกับผู้ค้นพบพลูโตด้วย

เหตุผลที่พลูโตถูกปลดออกจากการเป็นดาวเคราะห์ก็สืบเนื่องมาจากวงโคจรของพลูโตที่ไม่ชัดเจน และยังทับซ้อนอยู่ในวงโคจรของดาวเนปจูน ทั้งนี้ พลูโตใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณ 249 ปี และมีวงโคจรที่เป็นวงรีค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ อีกทั้งขนาดของพลูโตก็ยังเล็กมากด้วย ด้วยเหตุนี้เองทำให้ระบบสุริยะจักรวาลใหม่นั้นประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ 8 ดวง และดาวเคราะห์แคระอีก 4 ดวง .. แน่นอนว่า พลูโต ถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลังครับ

อ่านต่อ »

VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 8.0/10 (1 vote cast)
VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0 (from 0 votes)

เขียนโดย BLITblog.com \\ คำสำคัญ: , , ,

Jun 09

Send your name to moon with LRO

มนุษย์ปุถุชนธรรมดาอย่างผมคงไม่มีโอกาสได้ก้าวเท้าไปเหยียบบนดวงจันทร์ด้วยตัวเองเป็นแน่ครับ

แต่ถ้าเป็นการส่งชื่อนามสกุลของตัวเองไปดวงจันทร์ละก็ .. ตอนนี้ทำได้แล้ว

โครงการ LRO หรือ Lunar Reconnaissance Orbiter ซึ่งเป็นการปูทางสู่การหวนกลับคืนสู่ดวงจันทร์อีกครั้งของทางนาซ่า ได้เปิดโอกาสให้คนธรรมดาสามารถฝากชื่อนามสกุลของตนเองไปกับกระสวยอวกาศลำนี้ได้ด้วย

แวะไป “ลงทะเบียน” ที่เว็บไซต์กันได้เลยครับ โดยทุกรายชื่อจะถูกเก็บบันทึกลงฐานข้อมูลและบรรจุใส่ไมโครชิปเพื่อฝังติดไปกับกระสวยอวกาศ

เรื่องค่าใช้จ่ายก็ไม่ต้องเสีย แถมยังได้ประกาศนียบัตรที่มีชื่อและหมายเลขผู้เข้าร่วมโครงการด้วย แต่ต้องสั่งพิมพ์ออกมากันเอาเองนะครับ ส่วนของผมนั้นได้หมายเลข 1222430

สนใจก็รีบหน่อยครับ .. มีเวลาถึง 27 มิถุนายนนี้เท่านั้น

อ้างอิง: News Blog – CNet

VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0 (from 0 votes)

เขียนโดย BLITblog.com \\ คำสำคัญ: , ,

Jun 04

วันนี้เป็นวันแรกที่พระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษามา 120 วัน

วันนี้จะเป็นวันแรกที่ผู้หญิงที่สมรสแล้วสามารถเลือกได้ว่า จะใช้คำนำหน้านามว่า “นางสาว” หรือว่า “นาง” ได้ตามใจชอบ แม้ว่าการสมรสนั้นจะยังคงดำเนินต่อไปหรือสิ้นสุดลงก็ตาม ซึ่งก็น่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่เรียกร้องสิทธิ์ตรงนี้มานาน

สิทธิ์ที่หลายคนมองว่า ผู้ชายทั่วโลกทำไมถึงช่างเอารัดเอาเปรียบในด้านการบ่งชี้สถานะความโสดซะเหลือเกิน

ผมเป็นผู้ชาย .. ผมไม่เห็นด้วยกับ พรบ. ฉบับนี้ซักเท่าไร
แต่ก็นะ .. ไม่ได้ซีเรียส จะทำอะไรก็ทำไป

ไม่เห็นด้วยไม่ได้แปลว่าอยากเอาเปรียบในเรื่องสถานะ

ผมมองว่าการระบุสถานะการสมรสของบุคคลเป็นเรื่องที่ดี และจะมีส่วนช่วยในการ “ยับยั้งชั่งใจ” ผู้คนได้ในระดับหนึ่ง ภายใต้โลกยุคที่หลายคนมักทำอะไรโดยเอาความพอใจของตนเองเป็นที่ตั้ง จนลืมไปว่าจริยธรรมที่ดีงามมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

ไม่ได้อยากเอาเปรียบผู้หญิง แต่เห็นว่าน่าจะมีทางที่เหมาะสมกว่า

ไม่จำเป็นต้องยกเลิก “นางสาว” หรือ “นาง” เพราะนั่นช่วยบอกสถานะการสมรสได้ดีอยู่แล้ว
แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเอาเปรียบ .. ทำไมเราไม่หาคำนำหน้ามาบ่งบอกสถานะการสมรสของ “ผู้ชาย” กันบ้าง???

มี “นางสาว” กับ “นาง” ได้ ..

แล้วใยจึงจะมี “นายหนุ่ม” กับ “นาย” บ้างไม่ได้??

VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0 (from 0 votes)

เขียนโดย BLITblog.com \\ คำสำคัญ: , ,

May 10

ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพกติดตัวกันแทบทุกคนแล้วครับ นับเป็นรายหัวได้เลยสำหรับคนที่ไม่มีมือถือใช้

โทรศัพท์มือถือช่วยคุณได้ยามที่เกิดปัญหา ใช้โทรเรียกขอความช่วยเหลือ ใช้โทรแจ้งตำรวจ .. แต่สำหรับสถานการณ์กลับกัน เช่น ถ้าคุณประสบอุบัติเหตุ หรือล้มป่วยแบบไม่ได้สติ แน่นอนว่าคงไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องที่ว่าเรียกหาความช่วยเหลือจากใครได้

ทีนี้ก็ต้องรอให้คนอื่นมาช่วยเหลือถูกมั้ยครับ?

สมมติคุณไปเจอคนถูกรถชน .. อยากจะโทรแจ้งญาติของผู้เคราะห์ร้าย จะแจ้งเหตุยังไง?
ค้นดูกระเป๋าสตางค์ หาบัตรประชาชน แล้วส่งเรื่องไปค้นในทะเบียนราษฎร์???

ช่วงเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายในลอนดอนเมื่อสามปีก่อน มีคำฮิตคำนึงคือ ICE หรือมาจากคำว่า In Case of Emergency ที่ภาครัฐแนะนำให้ทุกคนที่ใช้มือถือตั้งชื่อดังกล่าวแล้วใส่เบอร์ของญาติสนิทเอาไว้ เวลามีปัญหาเราจะได้มองหาเบอร์นี้ได้ง่ายๆ แจ้งเหตุได้รวดเร็ว

ผมว่าเป็นไอเดียที่ดีมากครับ ..

อยากชวนช่วยกันโปรโมตคำนี้ เวลามีปัญหาเราจะได้แจ้งเหตุให้ญาติสนิทมิตรสหายกันได้ทันครับ
และจะนำมาซึ่งการช่วยเหลือชีวิตคนได้อีกมากมายทีเดียว โดยเฉพาะในกรณีคนที่ป่วยเป็นโรคประจำตัว

ของไทยเราจะตั้งเป็นคำว่า “ฉุกเฉิน” ก็ได้ ส่วนของผมตั้งแล้วว่า “ICE” เพราะขี้เกียจพิมพ์แป้นภาษาไทย
และอยากจะมีหลายๆ ICE ก็ได้ไม่ว่ากันครับ จะ ICE1, ICE2 หรือ ICE3 .. ตามสบายเลย

ส่วนของคุณจะเป็นคำว่าอะไร .. ก็ลองเลือกเอากันตามสะดวกก็แล้วกันครับ

VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0 (from 0 votes)

เขียนโดย BLITblog.com \\ คำสำคัญ: , ,

Apr 17

อ่าน “เรียนประวัติศาสตร์จากการชนแก้ว (2)” ของ พ.ญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร
แล้วได้ข้อมูลอะไรที่น่าสนใจหลายอย่างครับ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทำตัวเป็น
นักดื่ม ที่เอาแต่ดื่มอย่างเดียว ว่าแล้วก็เลยสรุปข้อมูลที่น่าสนใจไว้เผื่อคนอื่นๆ ดังนี้:

  • ไวน์กับเบียร์เหมือนกันตรงที่ว่า ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเกิดขึ้นเมื่อไร
  • สำหรับไวน์ น่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง 4,000-9,000 ปีก่อนคริสตกาล ในแถบประเทศอาร์เมเนียและอิหร่านตอนเหนือในปัจจุบัน
  • พบหลักฐานเป็นไหบรรจุไวน์ซึ่งมีอายุราว 5,400 ปีก่อนคริสตกาล
  • กรีซ เป็นชาติแรกที่ปลูกองุ่นในเชิงอุตสาหกรรมตั้งแต่ช่วง 700 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งช่วงนั้นองุ่นสร้างความมั่งคั่งให้กับกรีซมาก จนก่อให้เกิดสงครามระหว่างกรีกและสปาร์ตาเพื่อแย่งพื้นที่ปลูกองุ่น
  • การดื่มไวน์ของชาวกรีซนั้นเป็นไปอย่างมีพิธีรีตรองตั้งแต่ยุคแรก ดื่มกันได้เฉพาะชนชั้นสูง ต้องนั่งในห้องที่เรียกว่า อันดรอน ที่มีคนเข้าร่วมได้ไม่เกิน 30 คน มีคนเสิร์ฟไวน์ให้พร้อม และก่อนเริ่มดื่มไวน์ จะมีการเทเหล้าองุ่นลงบนพื้น 3 ครั้ง เพื่อบวงสรวงพระเจ้า บรรพบุรุษ และเทพเซอุส
  • จากนั้นโรมันก็รับวัฒนธรรมดังกล่าวต่อจากกรีก และมีการผลิตไวน์เพิ่มขึ้นจนสามารถส่งออกไวน์ไปยังลุ่มน้ำไนล์และตอนเหนือของอินเดีย
  • ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตและมีผู้คนดื่มไวน์มากที่สุดในโลกก็คือ ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ซึ่งดื่มไวน์กว่า 50 ลิตรต่อปีต่อคน
  • ชาวอาหรับได้นำไวน์ไปกลั่นจนได้เครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงขึ้น เรียกว่า น้ำแห่งชีวิต หรือ Aqua Vitae ซึ่งเริ่มแรกมีแพทย์เชื่อว่ามันมีคุณสมบัติทำให้คนหนุ่มแน่นขึ้น เสริมความทรงจำ รักษาโรคทางสมอง ฯลฯ
  • และที่เด็ดที่สุดก็คือ .. เหล้ารัม (เกิดจากการกลั่นกากน้ำตาล) เป็นจุดกำเนิดการประกาศตัวเป็นอิสรภาพของสหรัฐฯ จากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เรื่องของเรื่องก็คือ ทางสหรัฐฯ อยากกลั่นเหล้าเอง และมีการหันมาสั่งกากน้ำตาลจากฝรั่งเศส ทำให้อังกฤษตอบโต้ด้วยการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการนำเข้ากากน้ำตาล แต่สหรัฐฯ ได้ฝ่าฝืนเพราะเห็นว่ามันเป็นการไม่ยุติธรรม ท้ายสุดสหรัฐฯ ก็ได้ประกาศอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษในเวลาต่อมา

อ้างอิง: “เรียนประวัติศาสตร์จากการชนแก้ว (2)” ของ พ.ญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร (ประชาชาติธุรกิจ 17-20 เมษายน 2551)

VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0 (from 0 votes)

เขียนโดย BLITblog.com \\ คำสำคัญ: , , ,

หน้าที่ 4 จาก 6123456

Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes