Jun 08

กลุ่มคนรายได้ประมาณ 15,000-20,000 บาท กำลังกลายเป็นกลุ่มคนที่ก่อให้เกิดหนี้เสียในระบบมากที่สุดในขณะนี้
แม้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังไม่เห็นความผิดปกติ แต่ก็ถือว่าเ็ป็นอะไรที่ต้องระวังกันให้ดี

ไม่เฉพาะธนาคาร .. แต่รวมไปถึงทุกคนที่มีรายได้ปานกลาง และกำลังเป็นหนี้

คนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มที่ธนาคารชอบ เพราะมีฐานลูกค้ากว้าง และสร้างรายได้ในรูปแบบดอกเบี้ยให้กับธนาคารได้อย่างดี
แต่ิสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ หนี้เสียที่เกิดจากลูกค้ากลุ่มนี้ก็มีมากเช่นเดียวกัน โดยในส่วนของ “หนี้เสียสินเชื่อส่วนบุคคล” แยกเป็น:

  • 6.20% สำหรับกลุ่มที่มีรายได้ 10,000-15,000 บาท รวมหนี้เสีย 1,719 ล้านบาท
  • 6.64% สำหรับกลุ่มที่มีรายได้ 15,001-20,000 บาท รวมหนี้เสีย 1,434 ล้านบาท
  • 5.86% สำหรับกลุ่มที่มีรายได้ 20,001-25,000 บาท รวมหนี้เสีย 779 ล้านบาท

สำหรับ “หนี้เสียบัตรเครดิต” สถานะดีกว่าเล็กน้อยคือ:

  • 3.59% สำหรับกลุ่มที่มีรายได้ 15,000-20,000 บาท รวมหนี้เสีย 1,293 ล้านบาท
  • 3.31% สำหรับกลุ่มที่มีรายได้ 20,001-25,000 บาท รวมหนี้เสีย 597 ล้านบาท
  • 3.24% สำหรับกลุ่มที่มีรายได้ 25,001-30,000 บาท รวมหนี้เสีย 431 ล้านบาท

ทางออกของคนกลุ่มที่เป็นหนี้เสียนั้นส่วนใหญ่ก็จะหันไปพึ่งพาสหกรณ์ออมทรัพย์ในองค์กรที่ตนเองสังกัด
เช่นเดียวกับสถานธนานุบาลหรือโรงรับจำนำ ที่มีกลุ่มลูกค้าระดับ 15,000-20,000 บาทคิดเป็นประมาณ 30%
ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้บรรดาธนาคารและสถาบันการเงินเริ่มเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยเครดิตหรือเงินกู้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นนโยบายของทาง บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
หรืออย่างทางธนาคาไทยพาณิชย์นั้นก็ได้มีการลดจำนวนวงเงินอนุมัติจากเดิมที่ 4-5 เท่า ก็เหลือเพียง 2 เท่าในช่วงเริ่มต้น

การปรับโครงสร้างหนี้น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งสำหรับคนที่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่มีกำลังพอในการชำระหนี้
อย่างน้อยก็ยังดีกว่าการหยุดพักชำระหนี้ไปเลยโดยไม่รับผิดชอบ .. โดยไม่คิดถึงตอนไปเอาเงินคนอื่นเค้ามา
อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินด้วย เพราะมีบางแห่งที่พยายามถ่วงเวลาหรือปฏิเสธ
การปรับโครงสร้างหนี้ .. เพราะมักจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า

ก็คงต้องเลือกว่า “จะรับดอกเบี้ยต่ำ” หรืออยากจะ “โดนชักดาบ” จากคนที่ไร้ทางออก

อยากจะบอกคนที่เป็นหนี้อยู่ขณะนี้ .. ใช่ว่าการเป็นหนี้หมายถึงว่าชีวิตต้องจบสิ้นทุกอย่าง
ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย .. เป็นคำปลอบใจและปลุกใจให้มีกำลังสู้ต่อไปข้างหน้าได้ อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

แต่อย่าลืมว่า เมื่อไรที่มี .. ก็จงอย่าเห็นแก่ตัว ชักดาบไม่จ่าย
เพราะมันจะเป็นการสร้างปัญหาที่ไม่รู้จักจบจักสิ้นให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย

อ้างอิง: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 25-28 พฤษภาคม 2551

VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0 (from 0 votes)

เขียนโดย BLITblog.com \\ คำสำคัญ: , , ,


Leave a reply


Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes