Mar 09

โดย แพต ฮานาแวน รองประธานฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์ ของ เดต้าแอนด์ซิสเต็มส์แมเนจเมนต์กรุ๊ป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวอร์ชวลไลเซชันเป็นสิ่งจำเป็นในระบบไอทีปัจจุบันด้วยเหตุผลรองรับมากมาย ทุกวันนี้องค์กรที่ใช้ระบบไอทีต่างพบกับความท้าทายหลากหลายซึ่งล้วนแต่ถูกช่วยบรรเทาได้ด้วยเวอร์ชวลไลเซชัน ตั้งแต่การควบคุมเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ และการเพิ่มความสะดวกในด้านการกอบกู้ระบบจากภัยพิบัติ ทั้งหมดนี้เวอร์ชวลไลเซชันช่วยตอบโจทย์ได้ทั้งสิ้น

แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่ก็คือ จะทำยังไงถึงจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างราบรื่น การเปลี่ยนระบบเซิร์ฟเวอร์แบบกายภาพไปเป็นแบบเวอร์ชวล (P2V – Physical-to-Virtual) เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ซึ่งจริงอยู่ที่ว่าทุกวันนี้เรามีเครื่องมือจากหลายค่ายที่ช่วยในการแปลง P2V แต่ยังมีอีกหลายองค์กรที่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากระบบเวอร์ชวลกลับมาเป็นแบบกายภาพ (V2P – Virtual-to-Physical) ด้วย และนั่นก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากทีเดียว

อย่างไรก็ดีสำหรับองค์กรส่วนใหญ่แล้ว ตัวเลือกในการแปลงระบบที่ยืดหยุ่นที่สุดอาจพบได้ในโซลูชันที่ช่วยปกป้องระบบไอที (System Protection Solutions) ซึ่งแม้ซอฟต์แวร์เหล่านี้จะถูกออกแบบมาเพื่องานด้านการกอบกู้ระบบให้ทันท่วงทีบนแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันมันก็ช่วยให้กระบวนการแปลงระบบทั้งแบบ P2V และ V2P สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นด้วย

หนทางสู่ P2V

ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือช่วยเหลือประเภทไหนก็ตาม การย้ายระบบเซิร์ฟเวอร์แบบกายภาพเข้าสู่ระบบเวอร์ชวลนั้นจำเป็นต้องดึงเอาทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ แอพพลิเคชัน ข้อมูล การตั้งค่า ฯลฯ ซึ่งเดิมเคยทำงานขึ้นตรงกับฮาร์ดแวร์ แยกออกมาเป็นอิสระและย้ายไปสู่การทำงานบนฮาร์ดแวร์เสมือนหรือเวอร์ชวลฮาร์ดแวร์แทน

ประโยชน์ของการเปลี่ยนระบบกายภาพเข้าสู่ระบบเวอร์ชวลนั้นมีมากมาย อาทิ ฮาร์ดแวร์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการรองรับการทำงานของเวอร์ชวลเซิร์ฟเวอร์หลายหน่วยบนฮาร์ดแวร์จริงชุดเดียว หรือภายใต้การเกิดภัยพิบัติ สถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นตัวบีบบังคับทำให้มีจำนวนฮาร์ดแวร์ไม่เพียงพอในการกอบกู้ทุกระบบให้ทำงานกลับคืนได้ตามปกติ อีกทั้งระบบเวอร์ชวลยังทำหน้าที่เป็นหน่วยกล้าตายสำหรับการบริหารความเปลี่ยนแปลงบนระบบไอทีเพื่อตรวจสอบผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างดี

ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านเวอร์ชวลไลเซชันบางรายได้จัดเตรียมซอฟต์แวร์สำหรับช่วยในการโอนย้ายระบบดังกล่าวมาให้เรียบร้อย ทำให้ลูกค้าสามารถดึงเอาประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ให้ความคุ้มค่าทางธุรกิจ และได้ประสิทธิภาพด้านการทำงานที่เพิ่มขึ้นตามที่ตั้งไว้

เช่นเดียวกันกับโซลูชันด้านการปกป้องระบบไอที ซึ่งโซลูชันเหล่านี้มักรวมคุณสมบัติในการแปลงระบบเวอร์ชวลเอาไว้ด้วยเช่นกัน ทำให้เราสามารถแปลงสถานะระบบ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง (recovery point) ให้นำมาใช้งานร่วมกับเวอร์ชวลไลเซชันที่ได้รับความนิยมอย่าง VMware Virtual Disk (VMDK) หรือ Microsoft Virtual Disk (VHD) ได้ทันที แต่ที่ดีไปกว่านั้นก็คือ โซลูชันเหล่านี้มักมีอินเทอร์เฟสตัวช่วยเหลือที่ช่วยลำดับขั้นตอนการแปลงระบบให้มีความง่ายและสะดวกกว่า

ตัวอย่างเช่น ในการแปลงระบบโดยทั่วไปนั้นมักเริ่มจากการบันทึกสถานะระบบ ณ ขณะนั้น ตามด้วยการเลือกฟอร์แมตของเวอร์ชวลดิสก์ และเลือกโฟลเดอร์ที่ใช้สำหรับเก็บไฟล์อิมเมจดังกล่าว สำหรับการแปลง VMDK ไฟล์เวอร์ชวลดิสก์ยังสามารถถูกแบ่งออกเป็นไฟล์ย่อยๆ เพื่อแยกเก็บไว้บนไดรฟ์ฟอร์แมตแบบ FAT32 หรือเพื่อบันทึกลงแผ่นดีวีดีได้ด้วย โดยโซลูชันเหล่านี้ยังช่วยในการโอนย้ายไฟล์แบบ VMDK ไปสู่เซิร์ฟเวอร์ VMware ESX ได้อย่างง่ายดาย ให้ความยืดหยุ่นแก่องค์กรอย่างสูงในด้านการแปลงระบบเวอร์ชวล

แต่ที่ดีที่สุดก็คือ ด้วยโซลูชันที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ ทำให้การแปลงระบบเซิร์ฟเวอร์แบบกายภาพไปสู่ระบบเวอร์ชวลเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งที่โซลูชันประเภทนี้ใช้เวลาเพียงเสี้ยวเดียวของซอฟต์แวร์จากผู้พัฒนาระบบเวอร์ชวลไลเซชัน ทำให้การแปลงระบบด้วยวิธีเดิมที่อาจใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง มีระยะเวลาลดลงเหลือเพียงแค่ราว 15 นาทีเท่านั้

เหตุผลก็เพราะโซลูชันปกป้องระบบไอทีเหล่านี้ได้ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการสร้างไฟล์อิมเมจที่มีประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกับดิสก์และทรัพยากรระบบ โดยใช้วิธีก๊อปปี้เฉพาะเซ็กเตอร์บนดิสก์ที่มีข้อมูล ทำให้กลไกในการทำงานเป็นไปอย่างคล่องตัวและรวดเร็วกว่า

เมื่อถึงเวลาต้องแปลงระบบย้อนกลับ..

และหนึ่งในคุณสมบัติที่ถือว่าคุ้มค่ามากของโซลูชันปกป้องระบบไอทีในปัจจุบันก็คือ ความสามารถในการแปลงระบบย้อนกลับแบบ V2P ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ต้องการย้ายตัวเองเข้าสู่ระบบเวอร์ชวลเพียงชั่วคราว เช่น ระหว่างการรอซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ จากนั้นก็ต้องการย้ายตัวเองกลับเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์แบบกายภาพเช่นเดิม

นอกจากนี้ V2P ยังจำเป็นในกรณีที่เวอร์ชวลไลเซชันถูกใช้เพื่อทดสอบชุดซ่อมแซมระบบ ทดสอบการติดตั้งแอพพลิเคชัน การปรับเปลี่ยนการตั้งค่า หรือการอัพเดตไดรเวอร์ ก่อนลงมือปฏิบัติจริงบนระบบที่ใช้สำหรับรองรับการทำงานโดยตรง อีกทั้ง V2P ยังช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบคอมพิวเตอร์และวัดสมรรถนะภายใต้สภาพแวดล้อมเวอร์ชวลก่อนที่จะถูกใช้งานจริงบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ตัวจริงด้วย

สำหรับกระบวนการแปลงจากสภาพแวดล้อมเสมือนสู่เซิร์ฟเวอร์แบบกายภาพหรือ V2P นั้น ก็ยังสามารถดำเนินการได้ผ่านโซลูชันปกป้องระบบไอที ด้วยวิธีการจดจำสถานะบนระบบเวอร์ชวล แล้วโหลดลงบนสื่อสำหรับกอบกู้ระบบ จากนั้นก็ใช้ซีดีสำหรับกอบกู้ระบบบูตเข้าเครื่องบนฮาร์ดแวร์ตัวจริง ซึ่งหลังจากที่ระบบตรวจพบดิสก์เก็บข้อมูล ฟังก์ชันด้านระบบเครือข่ายก็จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติ และไฟล์อิมเมจที่จัดเก็บไว้ก่อนหน้านี้ก็จะถูกติดตั้งลงบนฮาร์ดแวร์ชุดใหม่ได้อย่างง่ายดาย ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ก็แค่การโหลดไดรเวอร์ที่จำเป็นเพื่อให้ระบบเวอร์ชวลสามารถทำงานได้บนฮาร์ดแวร์จริง เมื่อมีไดรเวอร์ครบถ้วน รีบูตระบบใหม่อีกครั้ง เชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่าย และทุกอย่างก็เสร็จสรรพพร้อมใช้งาน

ที่สำคัญ กระบวนการแปลงระบบ V2P ด้วยโซลูชันปกป้องระบบไอทีนั้นมีความรวดเร็วมากเช่นเดียวกับการแปลงแบบ P2V โดยบางโซลูชันใช้เวลาในการแปลงระบบขนาด 1-3 กิกะไบต์ด้วยเวลาเพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้น

กลยุทธ์แบบผสมผสาน

จริงอยู่ที่ว่าปัจจุบันมีองค์กรจำนวนมากที่หันมาใช้กลยุทธ์เวอร์ชวลไลเซชัน แต่อย่างไรเรื่องการกอบกู้ระบบจากภัยพิบัติก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญอยู่ดี ปัญหาความผิดพลาดบนฮาร์ดแวร์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เมื่อมีปัญหาก็ต้องถูกเปลี่ยน เช่นเดียวกับอุบัติเหตุต่างๆ อย่างกระแสไฟฟ้าขัดข้อง ภัยธรรมชาติ หรือภัยคุกคามจากโค้ดอันตราย ในขณะที่การต้องปิดระบบเพื่อแก้ไขปัญหายังเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

แน่นอนว่าองค์กรต้องการกอบกู้ระบบของตนเองให้รวดเร็วที่สุดด้วยเวลาไม่กี่นาที ไม่ใช่หลายชั่วโมงหรือหลายวัน อย่างไรก็ดีแม้ในสถานการณ์ที่มีฮาร์ดแวร์อีกชุดหนึ่งทำงานสำรองอยู่ ก็ใช่ว่าการกอบกู้ระบบจะทำได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ดังที่กำหนดไว้

แต่ด้วยการใช้โซลูชันปกป้องระบบไอทีซึ่งทำงานเป็นอิสระจากฮาร์ดแวร์แพลตฟอร์มใดๆ และยังรองรับรูปแบบการแปลงไฟล์เวอร์ชวลหลายชนิด ทำให้องค์กรสามารถเสริมกลยุทธ์แผนการกอบกู้ระบบจากภัยพิบัติด้วยกลยุทธ์ด้านเวอร์ชวลไลเซชันที่คล่องตัวกว่า ให้ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โซลูชันเหล่านี้ไม่สนใจว่าฮาร์ดแวร์ตัวใดกำลังมีปัญหา ดังนั้นจึงไม่ต้องมานั่งกังวลถึงความเข้ากันไม่ได้ของฮาร์ดแวร์ที่อาจเกิดขึ้นด้วยวิธีการแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ โดยสามารถจัดการกับงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วยการกอบกู้ระบบทั้งไซต์ได้ในทันที

และด้วยความสามารถในการแปลงระบบไฟล์จากกายภาพไปเป็นเวอร์ชวล หรือแปลงกลับกันได้อย่างอิสระ ทำให้ทุกวันนี้โซลูชันปกป้องระบบไอทีกำลังเป็นกลายเป็นแนวทางใหม่ที่คุ้มค่ามากกว่าทั้งในด้านการกอบกู้ระบบจากภัยพิบัติและการทำเวอร์ชวลไลเซชันในองค์กร เพราะเรายังสามารถใช้โซลูชันเดียวกันนี้เพื่อแปลงเวอร์ชวลไลเซชันจากแพลตฟอร์มหนึ่งให้กลายเป็นอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง หรือจากแพลตฟอร์มใช้ทรัพยากรน้อยให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีความคล่องตัวในการทำงานมากกว่าได้ตามใจ

ที่ดีที่สุดก็คือ โซลูชันปกป้องระบบไอทีรุ่นใหม่เหล่านี้ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยการให้ความสามารถด้านการกอบกู้ระบบ พร้อมด้วยความยืดหยุ่นในการเรียกคืนข้อมูล และยังมีคุณสมบัติด้านการแปลงไฟล์ที่หลากหลาย เรียกว่าช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไปบนโลกเวอร์ชวลได้อย่างแท้จริง

VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0.0/10 (0 votes cast)
VN:F [1.9.14_1148]
Rating: 0 (from 0 votes)

เขียนโดย BLITblog.com \\ คำสำคัญ: , , ,

  • No Related Post


Leave a reply


Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes